Thursday, February 24, 2005

ฝั่งตรงข้าม

ผมมองว่าอะไรต่ออะไรมันมีฝั่งตรงข้ามไปหมดทุกอย่าง มีขาวก็มีดำ มีผอมก็มีอ้วน มีทุกข์ก็มีสุข มีสวรรค์ก็มีนรก มีชายก็มีหญิง สิ่งที่ตรงข้ามกันมีคละเคล้าปนกันอยู่ทุกๆที่ตลอดเวลา มันเป็นเหมือนสิ่งที่คู่กัน มีสิ่งหนึ่งก็ต้องมีอีกสิ่งด้วย บางครั้งผมสงสัยว่าเราแยกแยะได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือฝั่งตรงกันข้ามของสิ่งใด ถ้าความแตกต่างนั้นสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งมวลเราก็แยกได้อย่างง่ายดาย อาทิเราแยกได้ว่าร้อนตรงข้ามกับเย็น เราแยกมืดกับสว่างได้ เพราะการสัมผัสเหล่านี้มันเป็นสองฟากฝั่งที่ชัดเจนแต่ถ้าการรับรสล่ะ มันมีหลายรูปแบบเหลือเกิน มีเค็ม มีหวาน มีขมเราไม่สามารถวัดว่าอะไรตรงข้ามกับอะไรได้ตรงๆ แต่เราสร้างสิ่งที่เรียกว่าความอร่อยเพื่อแยกมันเป็น 2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน "อร่อย " กับ "ไม่อร่อย" มันดูคล้ายกับการวัดการกระทำของใครสักคน ที่มีหลายรูปแบบมากจ นเราต้องสร้างมาตรฐานอันหนึ่งที่เป็นสองฝั่งเอาไว้ คือ "เลว" กับ "ดี" แต่ก็เหมือนกับว่ามาตรฐานอันนี้ ไม่ได้เท่ากันและไม่ได้เหมือนกันสำหรับคนแต่ละคน บางคนว่าอาหารจานนี้อร่อยคนคนนี้ดี แต่สำหรับอีกคนอาหารนี้อาจจะแย่และคนดีคนนั้นอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ บางทีคนๆเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อได้เจอสิ่งต่างๆมากขึ้นเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็อาจพลิกผันความคิดไปในทางตรงกันข้ามได้ หรืออาจขึ้นอยู่กับว่าเขาตัดสินใครเขารู้จักกับสิ่งที่เขาตัดสินมากน้อยแค่ไหน ขนาดคนๆเดียวกันยังมีเส้นแบ่งที่ไม่แน่นอนแบบนี้จะไปเอาแน่เอานอนกับคนมากมายได้อย่างไร ถึงบางเรื่องคนส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันหมด หรือเห็นไปในทางเดียวกันหมด ก็ดูเหมือนเส้นแบ่งของสองฟากฝั่งนั้นยังไม่ชัดเจนนัก จึงเกิดเป็นข้อถกเถียงและการต่อสู้กันเกิดขึ้นเพื่อหาข้อยุติ แล้วใครจะชนะกันล่ะ คนที่ฝีปากเก่งกว่า? คนที่มีพวกมากกว่า? เราก็ไม่อาจรู้ได้ หลายต่อหลายครั้งที่เส้นแบ่งของคนส่วนน้อยถูกลบทิ้งไปอย่างไร้ใยดี ความเห็นของพวกเขาสาปสูญ พวกเขาเหมือนไม่มีตัวตนเพียงเพราะมองต่างออกไป แต่มันคงเป็นสิ่งที่ดีและง่ายที่สุดแล้วกระมัง เมื่อคนส่วนมากมองว่ามันยุติธรรม มองว่ามันถูกต้อง มันก็จะเป็นเยี่ยงนั้น เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเส้นแบ่งเหล่านั้นก็ถูกเลื่อนไปด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อมีเส้นแบ่งนี้ เราเคยถามตัวเองไหมว่าเราอยู่ฝั่งไหนกัน ไม่แน่ว่าในขณะที่เราคิดว่าเราอยู่ในฝั่งดีแล้วแต่สังคมอาจมองว่าเราอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้

Saturday, February 05, 2005

แด่อันดามัน

"อันดามันคือสวรรค์บนแดนดิน
ทรายกรวดหินเป็นประกายไม้พริ้วไหว
แผ่นน้ำงามแผ่นฟ้าครามประทับใจ
ชื่นกลิ่นไอใหลหลงอันดามัน

เช้าวันหนึ่งฟ้าใสไร้เมฆมัว
เหตุน่ากลัวกล้ำกรายไม่คาดฝัน
คลื่นใหญ่ยักษ์ถาโถมเข้าโรมรัน
โอ้สวรรค์อันดามันพลันวอดวาย

ตึกบ้านเรือนเลือนมลายหายนะ
คนมากมายวายชีวะบ้างสูญหาย
คนบาดเจ็บกลาดเกลื่อนเรือนหมื่นราย
หยาดน้ำตาหลั่งเป็นสายทั่วแดนดิน

คนสิ้นหวังทุกข์ใจไร้จุดหมาย
แรงใจกายหายไปพร้อมกระแสสินธุ์
บ้านเคยอยู่อู่เคยนอนเคยทำกิน
สลายสิ้นแสนสลดรันทดใจ

แต่แล้วธารน้ำใจก็ไหลหลาก
บริจาคเงินทองและของใช้
ทุกหย่อมหญ้าลงแรงกายรวมแรงใจ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยใจจริง

กำลังใจจากมวลชนคืนความหวัง
สร้างพลังแก่เพื่อนพ้องทั้งชายหญิง
แม้สูญสินสิ้นทรัพย์ไร้ที่พิง
ญาติมิตรทิ้งลาจากไปไม่กลับมา

ตราบชีวิตแลวิญญาณ์ยังมิสิ้น
จงโผผินบินสู้ไปคล้ายปักษา
ใจแกร่งสู้คู่แรงกายไม่สร่างซา
เพื่อวันหน้าฟ้างามใสดังใจปอง

วาโย
มกราคม 2548"

คลื่นชีวิต : บทกวีที่หายไปจากความทรงจำ

วันนี้แม่ส่งกลอนที่ผมแต่งนานมาแล้วมาให้ แม่เจอมันในเศษกระดาษใบหนึ่ง
เขียนไว้ว่า

"คลื่นที่ซัดลัดเซาะเลาะแนวหิน
เป็นอาจิณย้ำไปไม่ห่างหาย
ทั้งใหญ่น้อยซัดเส้นมิเว้นวาย
ริมหาดทรายสลับซ้ำย้ำอารมณ์
กลางนทีคลื่นแรงแฝงคลุ้มคลั่ง
มิอาจยั้งหยุดได้ให้พอสม
เรื่อลำน้อยแน่แท้แปรตามลม
รู้ว่าล่มก็ยังแล่นอย่างแคลนคลอน
คลื่นนทีโหมกระหน่ำซ้ำบ้าคลั่ง
ก็เปรียบดังหลายเหตุการณ์ผ่านมาสอน
จงดูเถิดมนุษย์เจ้าเราขอวอน
ทุกบทตอนสอนให้จำย้ำเตือนเรา
ในนาวาเปรียบมนุษย์ดุจเรือน้อย
หากท้อถอยต่อปัญหาพาโง่เขลา
ไม่ตรึกคิดก็ดุจจิตสู่วัยเยาว์
มัวนั่งเศร้าทิ้งความจริงทุกสิ่งอัน
หากเป็นคนจงสู้สุดกู่ก้อง
เรื่องทั้งผองสู้ได้ไม่หลีกหัน
ดังเรือน้อยลอยท้าคลื่นทุกคืนวัน
แล้วสักวันจะถึงฝั่งที่ตั้งรอ

จาก วาโย
แด่ คนทั้งโลก
1996"

ผ่านมาประมาณ 9 ปีแล้ว ผมไม่รู้ว่าตัวผมเองคิดอะไรตอนแต่ง ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยแต่งกลอนบทนี้
ขอบคุณแม่มากครับที่ช่วยกู้ความทรงจำส่วนเล็กๆที่หายไปของผมคืนมา