Tuesday, March 29, 2005

เสี้ยวเล็กๆของเวลา

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งนั้นแสนจะเรียบง่ายเสียเหลือเ กิน แม้มีเหตุการณ์อันตื่นเต้น ระทึกใจ น่าหวาดกลัว หรือประทับใจผ่านเข้ามาบ้าง แต่มันก็มักเป็นเพียงเสี้ยวเวลาเล็กๆของชีวิตทั้งหมด ช่วงเวลาเหล่านั้นแม้จะสั้นเพียงใด มันมักจะถูกจดจำได้อย่างแม่นยำมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยในชีวิตประจำวันอัน แสนราบเรียบ แม้เวลาผ่านไปนานแสนนานมันก็ยากที่จะเลือนหายไปจากความทรงจำ ไม่ว่าเสี้ยวแห่งเวลาที่สำคัญเหล่านั้นมันจะเป็นสิ่งดีหรือร้าย แต่มันสามารถหันเหและชักนำเราได้ มันอาจจะเปลี่ยนความคิดและสร้างมุมมองใหม่ อาจจะเป็นสิ่งเตือนใจ และเป็นวัตถุดิบดีๆสำหรับชีวิตในวันข้างหน้า
ถ้ามองอีกด้าน จะเห็นได้ว่าคนเรามักจะมองว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นสั้นเสมอ ในขณะที่เสี้ยวเวลาแห่งความทุกข์และเจ็บปวดกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานกว ่าส่วนอื่นๆของชีวิตทั้งหมด ผมรู้สึกว่าบางทีถ้าเราเปิดใจยอมรับมัน หรือทำเป็นชินชากับความทุกข์เหล่านั้นและเฝ้าบอกตัวเองว่าอีกไม่นานมันก็ผ่า นไป จงอดทนเข้มแข็งไว้ มันก็คงพอจะช่วยให้ความทุกข์นั้นบรรเทาลงบ้าง ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ก็จะพลิกเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของเรา เมื่อถึงช่วงแห่งความสุขเราก็จะมองกลับมาอย่างภาคภูมิใจว่า เราผ่านจุดนั้นมาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ระเบิดหัวตัวเองทิ้งไปเสียก่อน แล้วเมื่อเราสุขก็ไม่กระหยิ่มยิ้มย่องและเพลินกับสุขเสียจนลืมว่ามันก็ผ่านม าและผ่านไปได้ง่ายๆเช่นกัน เหมือนกับว่าเราจะต้องวางตัวเป็นกลางทำตัวเป็นปกตให้เหมือนกับเมื่อเวลาชีวิ ตเราราบเรียบเป็นปกติ อย่าไปยินดียินร้ายกับสถานการณ์รอบการให้มาก แค่เพียงรับรู้ว่ามันมีตัวตน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปคงจะเพียงพอ เพราะคงไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้เท่าความไม่เที่ยงแท้เป็นแน่
โลกใบนี้ก็อยู่ มานานแล้ว พบและเจอเหตุการณ์มากมายหลายหลาก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอย่างพวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของเวลาของโลก อาจเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเวลา ไม่รู้ว่าโลกจะแตกสลายเมื่อใด แต่ในขณะที่มันยังคงอยู่นั้นมันก็ได้รองรับชีวิตและเรื่องราวมากมายของชีวิต เหล่านั้น สักวันพวกเราก็อาจจะหายไปกันหมดโลกใบนี้ก็อาจจะหายไปด้วยแต่ภาพความทรงจำของมวลชีวิตเหล่านี้ ก็อาจจะถูกจารึกไว้ในที่ใดสักแห่ง ที่สักวันจะมีใครค้นเจอและรับรู้ถึงความสวยงามที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

Sunday, March 13, 2005

สรรพเสียงพริ้งเพราะเสนาะกรรณ

ผมไม่รู้ว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า สรรพเสียงรอบกายผมมันไพเราะไปหมด ทุกหนแห่ง ทุกเวลา มันมีจังหวะและทำนองในตัวเอง มีบ้าง ที่ผมอาจจะรู้สึกรำคาญเสียงบางเสียง แต่นั่นมันมักจะเป็นเพราะว่ามันดังเกินไป หรือมันอาจทำลายโสตประสาทของผมได้ ถ้าเราตั้งใจฟังเสียงรอบกายเราดีๆ มันเหมือนกับว่าโลกทั้งโลกกำลังคุยกับเราหรือกำลังบรรเลงเพลงให้เราฟัง เสียงรถ เสียงลม เสียงคนคุยกัน เสียงฝีเท้า ฯลฯ มันเกิดขึ้นพร้อมๆกัน มันเป็นอิสระในตัวของมันเอง ผมไม่รู้หรอกว่ามันมีใครกำหนดไว้หรือเปล่า ไม่รู้ว่ามันมีกฎอันเที่ยงแท้ที่สามารถอธิบายสรรพสิ่งเหล่านั้นได้หรือมันไร้ระเบียบและกฎอย่างสิ้นเชิง ไม่เข้าใจว่าเสียงเหล่านั้นสื่ออะไร ผมรู้แค่ว่าโลกใบนี้มันสวยงาม เสียงเหล่านั้นไพเราะก็แค่นั้น อย่างน้อยมันทำให้ชีวิตที่ราบเรียบดูสวยงามเสมอ ทำให้วันคืนที่ว่างเปล่าถูกเติมเต็ม ผมอาจจะไม่เข้าใจธรรมชาติและสรรพสิ่งอย่างถ่องแท้ อาจไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าเราเกิดมาบนโลกนี้ทำไม รู้แต่เพียงว่าผมโชคดีที่ได้เกิดมา ได้ซึมซาบสำเนียงรอบกายเหล่านี้ผ่านโสตประสาทของผม แค่นี้ก็ถือเป็นความสุขยิ่งแล้วสำหรับผม

Wednesday, March 02, 2005

สัญชาติญาณการเอาตัวรอดกับความเห็นแก่ตัว

พอดีเมื่อวันอาทิตย์มดมันขนกันมาทำรังใน Mainboard คอมผม จะว่าตลกมันก็ตลกดี แต่พอจะขำก็ขำไม่ออกเหมือนกันแฮะเพราะมันเกือบพัง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก
คิดว่าเครื่องมันร้อนจัดเลยดับไป แต่หารู้ไม่เพราะมดเจ้ากรรมต่างหากล่ะที่รุมกันจนไฟช๊อตแล้วเครื่องดับไป เหมือนหนังสยองทำนองว่ากองทัพมดสยบจักรวาลอะไรเทือกนั้น พอไล่ไปหมดก็คิดว่ามันจะไปแล้ว หารู้ไม่สัก 5 ชม. ดันกลับมามะรุมมะตุ้มกันอีกรอบ ต้องมานั่งไล่กันระลอกที่สอง
พอมาคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกสงสัยขึ้นมาว่าไอ้การรุกรานที่ของคนอื่นเนี่ยมันเป็นการเห็นแก่ตัวหรือเปล่า เจ้ามดฝูงนี้มันคงพยายามหาอาหารหาที่อยู่เพื่อให้มันมีชีวิตรอดไปวันๆโดยไม่รู้ว่ามันมาทำลายความเป็นส่วนตัว
และทำความเดือดร้อนให้แก่เผ่าพันธุ์อื่นซึ่งในขณะนี้คือมนุษย์ คือผมนั่นเอง มันอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามแต่
ถ้ามองย้อนกลับไปมนุษย์นี่แหละที่รุกรานเผ่าพันธุ์อื่นๆอย่างไร้ปราณีโดยไม่แยแสว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ยึดครอง ทำลายและเหมารวมว่าทุกที่ในโลกเป็นของตน เพราะมนุษย์คิดว่าตนคือเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดและสมบูรณ์แบบที่สุด อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมโลกต่างเผ่าพันธุ์เลย แม้เพียงเผ่าพันธุ์เดียวกันก็มีความขัดแย้งเข่นฆ่าและทำลายกันเอง โดยมักจะถือเสียว่าตนคือผู้ยิ่งใหญ่เพียงผู้เดียว และบอกกับตนเองว่าทั้งหมดนั่นเพื่อความอยู่รอด มันก็คงจริง แต่หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่าความเห็นแก่ตัว บางคนมองว่าการเห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่มันคือความเห็นแก่ตัว การเอาชีวิตรอดให้อยู่ได้ การหาทางออกทุกวิถีทางโดยไม่แยแสใครก็คือการเห็นแก่ตัว เหมือนสัญชาติญาณเบื้องลึกของเราทั้งมวลจะเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติสอนให้สิ่งมีชีวิตทั้งมวลเอาตัวรอด สอนให้เห็นความสำคัญของการดำรงตนอยู่ต่อไป มันยากที่จะเปลี่ยนความคิดนั้น บางครั้งเราเลยเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว เราพยายามต่อต้านสัญชาติญาณนี้โดยการสร้างรูปแบบให้สังคมเอื้ออารีต่อกัน ให้การอุ้มชูกันและกันเป็นเครื่องมือเหนี่ยวนำให้สังคมดำเนินไป มันเป็นรูปแบบที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่าสัตว์ประเสริฐใช้ แต่พอสังคมมันเดิบโตจนมีระบบระเบียบของตัวเองจนต้องมีหารแข่งขันต่อสู้ภายในสังคม สัญชาติญาณเยี่ยงนี้ก็กลับมาใหม่ เหมือนมันถูกฝังอยู่ในเบื้องลึก ไม่ต้องมีใครสอน มันเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง ศาสนาทุกศาสนาก็ยังคงสอนให้เรารู้จักการให้ สอนให้ลดความตระหนี่เห็นแก่ตัว สิ่งนี้แหละที่คอยช่วยขัดเกลาให้เราทุกคนหลุดพ้นจากสัญชาติญาณอันแสนน่ารังเกียจนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นชาติใดศาสนาใด แต่ก็นั่นแลเราไม่สามารถชักจูงได้ทุกคน ยังคงมีคนเชื่อถือและนับถือเงินตราและวัตถุเป็นพระเจ้า และปล่อยให้สัญชาติญาณเบื้องลึกของเราครอบงำ
แต่ก็นั่นแหละแต่ละคนก็มีเหตุผลของเขา เราก็มีเหตุผลของเรา เบื้องหลังที่แตกต่างก็เลือกทางเลือกและกระทำในสิ่งที่ต่างเช่นกัน
จะว่าไปถ้าจะไปว่ามดมันว่าเห็นแก่ตัวก็คงไม่ได้มันก็คงพบหนทางที่มีประโยชน์แก่มัน มันจึงไขว่คว้าไว้ ส่วนจะว่าผมเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมแบ่งที่ข้าง CPU ให้มันอยู่อาศัยมันก็กระไรอยู่ ผมก็มีเหตุผลของผม มดมันก็คงมีเหตุผลของมัน มันเป็นเช่นนั้นเอง