Wednesday, April 27, 2005

น้ำใจ

คุณมีน้ำใจหรือเปล่า
น้ำใจเป็นอะไรที่ใครก็อยากได้และเฝ้าคอยว่าจะมีคนมาหยิบยื่นให้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าบางคนที่ต้องการน้ำใจกลับไม่เคยจะหยิบยื่นให้คนอื่นๆก่อนโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเขาต้องรอใครสักคนมาจุดประกายความศรัทธาในน้ำใสใจจริงในใจเสียก่อนจึงเริ่มคิดหยิบยื่นน้ำใจที่เที่ยงแท้ให้คนอื่นบ้าง
คุณค่าของน้ำใจขึ้นอยู่กับผู้ให้และสถานการณ์ ถ้าเขาได้น้ำใจมาดับร้อนยามที่ไฟฟอนแห่งความเดือดร้อนแผดเผาใจกาย น้ำใจนั้นคงเป็นดั่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชุบชีวิตและเยียวยาให้ชีวิตเขาดำเนินต่อไปได้ มันคงมีค่ามากมายเกินคณานับ ถ้าน้ำใจนั้นได้มาจากคนแปลกหน้าผู้ผ่านมาแล้วผ่านไปมิหวังสิ่งใดตอบแทนก็ทำให้ประทับใจได้เช่นกันเพราะมันเหมือนย้ำความเชื่อในใจเราว่า ท่ามกลางสังคมอันมืดหม่นยังมีแสงสว่างเรื่อๆจากคนดีเหล่านี้อยู่ แต่น้ำใจจากคนแปลกหน้าอาจถูกมองในมุมกลับ บางคนอาจระแวงเพราะเขาคิดว่าไม่มีโลกที่สวยงามขนาดที่ใครสักคนจะหยิบยื่นน้ำใจให้ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใด เขาคิดว่าคนเหล่านั้นต้องการสิ่งตอบแทนหรือไม่ก็มีประสงค์ร้าย มันก็อาจจะจริงแต่ก็ไม่เสมอไป บางคนอาจมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือผู้อื่นและสิ่งที่เขาต้องการตอบแทนก็มีเพียงรอยยิ้มจากผู้รับเท่านั้น
ผมก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามหยิบยื่นน้ำใจให้กับคนทุกคนเท่าที่ผมมีปัญญา "เท่านี้"ที่ผมทำได้ แต่ไอ้คำว่า"เท่านี้"ของผมมันคงน้อยไปสำหรับใครหลายๆคน เขาเหล่านั้นถึงตราหน้าผมว่า "คนแล้งน้ำใจ" หลายครั้งที่เขาพูดออกมาตรงๆ และอีกหลายครั้งที่เขาแสดงอาการที่ใครๆเห็นก็ต้องรู้ ผมไม่ใช่เทวดาที่สามารถนิรมิตรสรรพสิ่งให้ทั้งหญิงชายได้สมอารมณ์หมาย ผมมิใช่ผู้บรรลุธรรมชั้นสูงที่ตัดแล้วซึ่งกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ผมคือคนธรรมดาที่บางครั้งก็แสดงสัญชาติญาณความเห็นแก่ตัวออกมาบ้าง สัญชาติญาณอันนี้มันเป็นเหมือนเงาตามตัวของมนุษย์เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางโลกและสังคมที่มีการแก่งแย่งแข่งขันไม่เว้นวัน บางครั้งเราควบคุมมันให้อยู่ในส่วนลึกและใช้ปัญญาตัดสินได้ แต่บางครั้งมันกลับโดดเด่นและทะยานอยู่เหนือเราจนเกิดกว่าจะต้านทานกำลังมันไหว ต้องปล่อยใจแพ้พ่ายและทำตามมันไปอย่างไร้ทางเลือก
ยามที่มีคนมาขอความช่วยเหลือ ผมจะพยายามช่วยเขาให้ถึงที่สุด เท่าที่หนึ่งสมองและสองมือนี้พอจะทำได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมทำได้ แต่กลับปล่อยปละละเลยไป เมื่อมีคนบางคนผ่านมาเห็น ก็ทำสีหน้าแสยงต่อความแล้งน้ำใจของผมและช่วยคลายปัญหาของผู้มาขอความช่วยเหลือนั้นด้วยตัวเขาเอง และเมื่อร้อนคลายหายทุกข์คนที่ช่วยแก้ปัญหานั้นก็จะมองกลับมาที่ผมด้วยสายตาเย้ยหยันหมิ่นหยาม คุกคามส่วนที่จะพอมีมนุษยธรรมในใจผม สีหน้าและสายตาของเขาเป็นเหมือนเสียงตะโกนก้องในใจผมว่า "เราไม่ต้องพึ่งแกก็ได้ ไอ้คนแล้งน้ำใจ"

ผมก็เป็นได้แค่นี้ ไม่ใช่คนดีของใครๆสักเท่าไร ช่วยใครได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้หรือผมหมดแรงกายแรงใจก็ปล่อยวางเสีย
"เท่านี้"แหละที่ผมทำได้ คงจะดีที่สุดแล้ว...รึเปล่านะ

Thursday, April 07, 2005

There can be miracles, when you believe.

หากคุณศรัทธา ปาฏิหาริย์จะเกิด
วันนี้ผมขอเล่าเรื่องราวของตัวเองเสียบ้าง เรื่องราวที่อยากจะบันทึกเก็บไว้ เรื่องราวที่ตอบคำถามหลายๆคำถามของผมเอง

วันอังคารที่ 5 เมษายนผมกลับจากงานตอนเที่ยงเพื่อไปหาแม่และรอกลับไปบ้านที่สุราษฎร์ธานีมันเป็นสิ่งที่ต่างจากกิจวัตรตามปกติของผมพอสมควร ผมเดินทางกลับด้วยรถไฟที่ผมไม่ได้นั่งมานานมากแล้วนานเสียจนจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายมันเมื่อไรกัน ตลอดเส้นทางผมฟังเสียงเพลงที่รถไฟขับขานและคิดคำนึงถึงอะไรต่อมิอะไรรอบกายผมหลับไปจนตื่นยามเช้าที่ปลายทางสุราษฎร์ธานีและสัมผัสบรรยากาศบ้านเกิดที่ไม่ได้สัมผัสมาเป็นแรมปี

เช้าวันนี้เป็นวันที่ 6 เมษายน ผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไนัก ได้แต่ดูหนังและฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย ตอนเย็นก็ไปช้อปกับแม่เล็กน้อย ใจผมไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะเกิดในวันพรุ่งนี้แม้แต่น้อย พรุ่งนี้มีสิ่งสำคัญที่สุดที่ให้ผมต้องกลับมาบ้านเกิด มันคือการ "เกณฑ์ทหาร" นั่นเอง เจ้า"รักข์" เพื่อนผมมันก็ได้ใบดำไปเรียบร้อยแล้วพรุ่งนี้ก็ถึงทีผมบ้างล่ะ

เช้าวันที่ 7 เมษายน ผมตื่นมาและรอให้ "ชาย" เพื่อนสนิทตั้งกะเรียนมัธยมมารับ ผมก็อาบน้ำแต่งตัวและออกเดินทางไป ณที่สถานที่แห่งนั้น บรรยากาศมันก็เหมือนปีก่อนๆ ต่างกันเพียงปีนี้มันย้ายศาลามาอยู่ศาลาข้างๆของที่ใช้เมื่อปีที่แล้วและปีนี้ผมต้องมาสละสิทธิ์ผ่อนผัน ผมไม่ได้เป็นนิสิตอีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาที่ผมจะต้องวัดดวงกับมัน ผมมีใบรับรองแพทย์มาด้วย ใบรับรองที่ยืนยันว่าโลกของผมขาดสีเขียวไปและมีสีแดงอยู่น้อยเหลือเกินแต่ใจหนึ่งผมก็คิดว่า มันอาจจะใช้ไม่ได้ ซึ่งมันก็จริงตามคาด เมื่อผมยื่นใบรับรองแพทย์ให้แพทย์ทหาร ณ ที่นั้นเค้าก็พูดว่า"ตาบอดสีก็ยิงปืนได้นี่"เออมันก็จริงของเค้าว่ะ แต่ก็แปลกดีที่ทำไมไม่ยอมให้คนตาบอดสีสมัครเข้าเป็นนายร้อย นายสิบ อะไรพวกนั้นล่ะ คิดว่าตาบอดสีเนี่ยมันสนุกนักเหรอ ขับรถก็ไม่ได้เพราะไม่มีใบขับขี่ (ยกเว้นจะเอามาด้วยวิธีนอกกฎหมาย) งานตั้งหลายงานที่เค้าไม่รับ อ๋อหรือเห็นใจว่าทำงานไม่ได้หลายอย่างเลยเอามาเป็นทหารเกณฑ์ซะงั้นแต่ผมคิดในใจว่าช่างมันเถอะ มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป ช่วงก่อนเค้าเรียกไปรวมเพื่อจับฉลาก ผมนั่งคุยกับแม่ ในใจผมปลงไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ใจแม่ตรงกันข้าม แม่อธิษฐานเพื่อไม่ให้ผมเป็นทหาร แม่คงจะเป็นห่วงผมรู้สึกได้ แม่ส่งแรงใจที่มีทั้งหมดเพื่อผมในวันนี้ ผมพูดในใจกับตัวเองว่า ถ้าผมรอดนี่แหละคือปาฏิหารย์ ชายซึ่งเรียนเภสัชกับเพื่อนอีกหลายคนที่เรียนแพทย์ รวมทั้งพวกที่เคยซิ่วและพวกเรียนต่อป.โท ยังคงผ่อนผันไปอีกปี ซึ่งสุดท้ายแล้วเหลือคนรู้จักกันที่ต้องจับฉลากก็มี "พงศ์" เพื่อนร่วมห้องอีกคนตอนม.ปลาย และ "พี่ก้อง" มือกีตาร์สุดเก๋า และแล้วก็ถึงเวลาทุกคนที่รอจับฉลากไปรวมกันบนศาลา โดยให้รอเรียกชื่อและจับฉลากทีละคน ช่วงครึ่งแรกนั้นผมยอมรับเลยว่าตื่นเต้นมาก แต่เมื่อคนเริ่มหายไปพร้อมกับความน่าจะเป็นที่แกว่งขึ้นแกว่งลงอย่างไม่อาจคาดเดาก็ทำให้ผมสงบลงได้ ผมมองมือของตัวเอง มือที่แม่ส่งแรงใจมาให้พร้อมกับนึกในใจว่าปาฏิหาริย์จะเกิดกัยผมมั้ยนะ น่าแปลกที่เมื่อใกล้ถึงคิวผมเข้ามาทุกที ผมก็เริ่มล่องลอยออกไปไกลเท่านั้น เหมือนกับว่าผมไม่มีตัวตนอยู่ ณ ที่นี้นี่อาจเป็นความกลัว หรือมันอาจเป็นการปลงก็ได้ ผมก็ไม่อาจวิเคราะห์สถานการณ์นั้นของตัวเอง แต่ทุกวินาทีที่ผ่านไปผมกลับเชื่อและศรัทธาในปาฏิหาริย์มากขึ้น ศรัทธาในตัวแม่ที่ส่งแรงใจมาให้อาจจะเป็นว่ายิ่งใกล้เข้ามาผมกลับยิ่งกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหากผมต้องไปเป็นทหาร มันไม่ได้น่ากลัวเลยผมแทบไม่กลัวแล้ว แต่มันเหมือนจิตใต้สำนึกของผมและสัญชาติญาณของผม มันยังเรียกร้องหาสิ่งมหัศจรรย์อยู่ พี่ก้องรอดไปแล้ว พงศ์ก็รอดไปอีกคน คิวผ่านมาเรื่อยๆจนถึงคนก่อนหน้าผม เค้าได้ใบแดงแฮะแต่วินาทีนั้นผมไม่รู้สึกตัวแล้ว ผมเดินออกไปหยิบอย่างร่างไร้วิญญาณมันล่องลอยเหลือเกินผมลืมไปหมดสิ้น มีเทคนิคที่ "รักข์" มันเคยแนะนำไว้ว่าให้หยิบใบที่ห่อไว้หลวมๆ อะไรเทือกนั้น แต่วินาทีที่ผมหยิบ มันเหลือเพียงคำว่า "ปาฏิหาริย์" แล้วผมตัดสินใจหยิบโดยไม่สนว่ามันจะแน่นหรือหลวมอะไรทั้งนั้นเรียกว่าวัดดวงกันไปเลย ส่งให้พิธีกร ผลคือ "ดำ" แฮะ แต่วินาทีนั้นผมยังไม่รู้สึกตัว ผมเดินตามที่เค้าชี้ๆ ปั๊มมือไปสองที แล้วออกมานอกศาลา เจอแม่ผมกะชายคุยกันอยู่ผมแทบจะร้องไห้ นี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ ชะตากรรมผมคงต้องการบอกอะไรสักอย่าง มันคืออะไรกันนะ? ผมคงต้องค้นหาต่อไป หน้านี้ของชีวิตเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่มันเป็นวันหนึ่งที่ผมคงจำไปอีกนานแสนนาน