Monday, June 06, 2005

แรงดึงดูดแห่งโชคชะตา

ในชีวิตผมพบเจอความบังเอิญและเรื่องราวที่ส่งผลกันอย่างน่าประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ผมก็เพิ่งได้เขียนเกี่ยวกับความบังเอิญเช่นนี้ไว้ในหัวข้อ "วันนี้เป็นผลของเมื่อวาน" ทุกครั้งที่เจอสิ่งเหล่านั้นทำให้ผมยิ่งเชื่อในแรงดึงดูดแห่งโชคชะตาเหมือนที่ "Hirohiko Araki" เคยเขียนไว้ใน "Jojo" การ์ตูนของเขา วันนี้ผมกลับมาเขียนเรื่องทำนองนี้อีกครั้ง เพราะความบังเอิญที่ผมเคยพบเจอมาทั้งหมดไม่มีครั้งไหนที่น่าประหลาดใจเท่าครั้งนี้

วันนี้เวลาประมาณ 5 ทุ่มผมกำลังกลับจากการดูภาพยนตร์เรื่อง "มหา'ลัย เหมืองแร่" กับพี่ๆที่Lab ผมเดินกลับมาตามทางเดินปกติที่ผมเดินกลับทุกวัน มันเป็นเส้นทางที่ผมแทบจะหลับตาเดินได้แต่คงไม่คิดพิเรนทำจริง เมื่อเดินผ่านมาถึงตำหนักสระปทุมก็พบกับขบวนเสด็จฯของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องราวปกติที่เจออยู่บ่อยครั้ง ผมต้องยืนหยุดพักอยู่ในมุมของสะพานจนกระทั่งขบวนเสด็จฯได้เข้าสู่ตำหนักสระปทุมจนหมด แล้วเดินต่อไปตามทางเดินอันแสนคุ้นเคยจนกระทั่งถึงทางลงรถไฟฟ้าราชเทวี ก็มองเห็นฝรั่งผู้ชายหน้าตาออกไปทางชาวโปรตุเกสหรือไม่ก็สเปน ผมรู้สึกคุ้นหน้าเขาราวกับเป็นญาติโกโหติกาคนหนึ่ง เขาเดินลงมากับผู้หญิงเอเชียอีก 2 คนซึ่งผมไม่แน่ใจว่าใช่คนไทยหรือเปล่า โอ้สวรรค์!!!ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งจะได้เจอกับ hero ในดวงใจในสถานที่แบบนี้ ชายผู้นั้นคือ Nuno Bettencourt มือกีตาร์ของวงดนตรีแนว Funky Metal ในดวงใจผม "Extreme" ที่แยกวงกันไปแล้วตั้งแต่ปี '96 ซึ่งถึงแม้จะแยกย้ายกันไป บทเพลงของพวกเขาอยู่ในใจผมเสมอมาพวกเขาคือวงดนตรีอันดับ 1 ในใจผม Nuno เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตสำหรับผม หลังจากสิ้นสติไปชั่วขณะผมชะงักครู่หนึ่งให้สติกลับคืนมาแล้วเดินเข้าไปทัก Nuno ยื่นมือมาให้จับอย่างเป็นมิตร ผมได้คุยกับเขาเพียง 4-5 ประโยคเพราะเพื่อนเขากำลังรออยู่ ผมขอลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก ผมหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าและหากระดาษใกล้ตัว เท่าที่ผมพบและพอจะใช้เซ็นได้มีเพียง bill จากร้าน 7-11 ที่ได้จากการซื้อของกินยามดึกเมื่อคืน เขาเซ็นให้ผมพร้อมกับถามชื่อและเขียนชื่อผมลงไป ผมกล่าวขอบคุณแล้วเขาก็เดินขึ้น taxi จากไป เรื่องราวของผมจบเพียงเท่านี้แต่ความดีใจมันเหมือนจะไม่หมดสิ้น ความบังเอิญเช่นนี้มันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินถ้าผมเปลี่ยนอะไรสักอย่างผมก็จะไม่ได้เจอเขา ความน่าจะเป็นมันสักเท่าไรกันนะ ถ้าผมไม่ได้หิวกลางดึกเมื่อวานหรือขี้เกียจลงไปหาซื้ออะไรกินก็คงหากระดาษให้เขาเซ็นไม่ได้ ถ้าวันนี้ผมไม่ได้ดูหนังคงกลับถึงห้องตั้งแต่ 2 ทุ่ม หรือถ้าผมไม่ต้องหยุดรอขบวนเสด็จฯ ผมก็คงจะเดินถึงห้องแล้วในเวลานั้น แรงดึงดูดแห่งโชคชะตามันมีอยู่จริงๆ ผมสัมผัสได้


ปล. พรุ่งนี้วันที่ 7 มิถุนายน เขามีแสดง concert ที่หอประชุม AUA ร่วมกับวงปัจจุบันของเขา Population 1 จะได้ไปดูมั้ยน้า บัตรก็ยังไม่มีเลยเนี่ย

Friday, June 03, 2005

จากอดีต 3

จาก 15/07/2545
-เราเคยคิดแต่ว่าคนที่ฉลาดล้ำเท่านั้นที่สามารถใช้ปัญญาพาตนหลุดพ้นจากปัญหาที่คนอื่นๆแก้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในทางกลับกันคนที่โง่โดยสมบูรณ์แบบก็หลุดพ้นจากปัญหานั้นได้ เมื่อเขาไม่รู้จักว่าสิ่งนั้นคือปัญหาเขาก็เป็นอิสระจากมัน (with Rakk)

จาก 19/07/2545
-ใช้ยางลบให้หมดเป็นเรื่องยาก ถ้ามันไม่หายไปซะก่อนก็ต้องบันดาลโทสะขว้างทิ้งไปก่อน เพราะว่าก้อนมันเหลือเล็กนิดเดียว ลบยาก!!!
-แปลกนะคนเรา ชอบเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นจัด เปิดพัดลมแรงๆ แต่นอนใส่เสื้อหนาๆและห่มผ้าห่ม

จาก 17/12/2545
-คนทำสิ่งเดียวกัน บางคนคิดว่าตนถูกเสมอ บางคนคิดว่าตนผิดเสมอ แล้วเราจะหาความถูกผิดที่แท้จริงได้จากไหนกัน
-หลายคนไม่เข้าใจความรัก ไม่รู้เหตุผลของมัน ไม่รู้ว่ามันจะนำไปที่ไหน ไม่รู้ใครเป็นคนพามา ไม่รู้ว่าใครจะมาพรากไป หนำซ้ำเมื่อยิ่งได้พบเจอโลกในแต่ละวันมากขึ้นเท่าไรทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าเรารู้จักความรักน้อยลงทุกที แต่พวกเราก็ยังคงต้องการมันเพราะมันคือหนึ่งในพลังที่ผลักดันให้ชีวิตเราดำเนินไปได้
-ของที่เราชอบอาจไม่เหมาะกับเราเลย ธรรมชาติชอบเล่นตลกแบบนี้เสมอ

จาก 9/02/2546
-หลายคนประกาศตนว่ารักของเขาคือการให้ แต่เขาก็ยังต้องการความรักตอบแทนจากคนที่เขามอบรักให้ มันเป็นเช่นนั้นเอง
-เป็นคนนอนได้ตั้งหลายท่า สัตว์บางชนิดนอนได้ไม่กี่ท่าเอง อย่างปลาทองนี่เลือกไม่ได้ด้วยซ้ำ ปิดตาไม่ได้อีกต่างหาก

จาก 19/06/2546
-อยู่คนเดียวก็เหงา อยู่กับคนมากๆก็วุ่นวาย ความพอดีมันอยู่ตรงไหนกัน
-บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว บางวันก็รู้สึกว่าชักช้าเนิ่นนานเหลือเกิน มีสักวันไหมที่เวลาจะเดินตามใจต้องการ

จาก 27/06/2546
-Nothing is the only one real thing.

จาก 20/09/2547
-Everthing is Possible!!!
-ผมเคยคิดว่าเวลาเรามีความสุขกับอะไรสักอย่าง อาจจะมีคนทุกข์อยู่ที่ไหนสักแห่ง เวลาผมเจอความทุกข์บ้างก็ต้องมีคนกำลังสุขอยู่แน่ๆ เหมือนว่ามันจะต้องสมดุล ทั้งสุขและทุกข์วิ่งเข้าออกชีวิตมากมายคละเคล้ากันไป มันทำให้เราไม่ประมาทกับสิ่งดีๆที่อาจจะมีสิ่งร้ายกาจแฝงอยู่ ใจเย็นลงเมื่อเกิดเรื่องร้ายเพราะมันต้องมีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้างเช่นกัน
-บางเรื่องคนเราก็ลืมได้ง่าย แต่ถ้ามันเป็นแผลเป็นหรือมีรอยบอบช้ำหลงเหลืออยู่เราก็คงไม่มีทางลืม
-แทนที่จะลืมบางสิ่ง เราน่าจะหันมาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทรงจำนั้นอย่างเป็นสุขอาจจะง่ายกว่า