Tuesday, January 25, 2005

แสวงหาตนเอง

ทุกๆวันเราสามารถสัมผัสตัวเอง ได้ยินเสียงตัวเอง แม้กระทั่งเห็นภาพกลับด้านของตัวเองในกระจกเงา แต่การรับรู้เหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้เราค้นพบตัวเองได้ มันอยู่ที่ไหนกันนะสิ่งที่เป็นตัวเรา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับเรา บางครั้งผมคิดว่าสิ่งที่เราถนัดที่สุดคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเราที่สุด แต่ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำสิ่งนั้นมันจะเรียกว่าเหมาะสมกับเราได้หรือเปล่า และถ้าเราพยายามมีความสุขกับมันเราจะรักมันขึ้นมาจริงๆหรือเปล่า หรือเป็นแค่การหลอกตัวเองให้ไม่ระทมทุกข์กับสิ่งที่ต้องทนอยู่ร่ำไปไร้วันลาจากมีเพียงสิ่งเดียวที่พรากมันไปได้คือความตายอันมิรู้กำหนด แต่บางครั้งผมก็คิดว่าการทำในสิ่งที่รักคงจะเหมาะสมกับเราที่สุดแต่ถ้าเราทำมันออกมาแล้วไม่ดีเราจะผิดหวังกับตัวเองมากยิ่งขึ้นไปหรือเปล่าแล้วเมื่อเราผิดหวังกับมันเราจะเลิกรักมันหรือเปล่า หรือเรายังรักมันอยู่เพียงแต่อยากจะเฝ้าดูเท่านั้นไม่อยากที่จะกลับไปลงมือทำอีก ไม่รู้ว่าการค้นหาตัวเองให้เจอมันสำคัญหรือเปล่าบางคนก็เฝ้าตามหาและไขว่คว้ามันเหมือนกับผม บางคนก็พบแล้วโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพบเจอนั่นคือตัวเขาที่แท้จริงหรือไม่เขาเพียงมองว่ามันเหมาะสมกับเขา ณ เวลานั้น ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะอยู่ที่ใจเราทั้งสิ้น สำหรับผมก็ได้แต่คิดว่าเราต้องลองทำทุกสิ่งไปเรื่อยๆ ให้มากที่สุด จนถึงสักวันเราคงจะพบกับคำตอบนี้ และถึงแม้ตราบจนสิ้นชีวิตยังไม่พบกับคำตอบ ก็เป็นการดีอย่างน้อยก็ได้มีโอกาสแสวงหา

Tuesday, January 11, 2005

เทพยดากับปีศาจ

ถ้ามองให้ดีทุกคนมีทั้งด้านมืดและด้านสว่างอยู่ ต่างกันเพียงแต่ว่าด้านไหนของเขาที่จะแสดงเด่นออกมาให้ผู้คนเห็น ถ้าคนทั่วไปมองเห็นเขาแค่เพียงด้านสว่างเขาก็ไม่ต่างอะไรจากเทวดาเดินดินของคนเหล่านั้น แต่ถ้าคนทั่วไปมองเห็นเพียงแต่ด้านมืดเขาผู้นั้นก็จะเป็นปีศาจในสายตาผู้คน บางครั้งคนที่เป็นเทวดาเดินดินเหล่านั้นต้องพยายามปิดบังด้านมืดของตนเพียงเพราะเขาต้องการรักษาสถานะแห่งเทพยดาเอาไว้ เพราะมนุษย์รอบกายเขาคงจะไม่ยินดีหากรู้ว่าเทพยดาของพวกเขานั้นมีตราบาปหรือด้านมืดแฝงอยู่ มนุษย์ทั่วไปมักจะลืมความดีของเทพยดาเหล่านั้นหมดสิ้นเพียงเพราะได้รับรู้เรื่องราวจากด้านมืดมาเพียงเล็กน้อย บาปเพียงครั้งก็เหมือนจะทำให้ความดีอันมากมายสญสลายไปหมด เขาผิดหรือที่มีดีและมีเลวปะปนกันเยี่ยงคนธรรมดา มันถูกแล้วหรือที่เขาถูกตัดสินให้กลับกลายเป็นปีศาจเพียงเพราะความผิดเพียงหนึ่งครั้ง
ถ้ามองไปที่ปีศาจ ความจริงแล้วพวกเขาก็ทำความดีไว้แก่โลกใบนี้เลยไม่น้อยแต่คงไม่มีใครจดจำ ก็มนุษย์พวกนี้อีกนั่นแหละที่จำแต่เรื่องเลวร้ายที่เขาทำ การเป็นปีศาจก็ไม่ได้เป็นได้ง่ายเลย มันต้องอดทนที่จะเป็นตัวเองและทนต่อการเกลียดชังจากมนุษย์มากมาย บางครั้งยามพวกเขาทำความดีก็ถูกมองในแง่ลบว่าสร้างภาพหรือทำเพื่อหวังผลประโยชน์อันใดสักอย่าง ดูเหมือนการเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญนั้นจะง่ายที่สุด แต่มันก็ไม่ง่ายเช่นกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความพอดีมันอยู่ตรงไหน แบบใดที่ไม่ได้เป็นเทวดามากเกินไปและไม่ได้เป็นปีศาจ ไม่มีอะไรง่ายสักอย่าง ที่เราทำได้ก็คือพยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุดและโอนอ่อนตามสังคมไปบ้างในบางเวลา ทำได้เท่านี้เราคงอยู่รอดได้ในสังคมนี้ได้
สำหรับคนที่เป็นเทวดาอยู่ทุกวันนี้ก็จงเผื่อใจไว้ว่าอาจมีสักวันที่เขาอาจจะกลายเป็นปีศาจในสายตาผู้คน คนที่กลายเป็นปีศาจไปเสียแล้วก็จงปลงกับคำติฉินนินทาเหล่านั้น มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง ยามมองว่าเป็นเทวดาก็รักเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ใครด่าว่าก็แก้ตัวให้ ยามพลิกผันเปลี่ยนรูปเป็นปีศาจในสายตาก็สาปแช่งและมองทุกอย่างในแง่ร้าย เราทำอะไรไม่ได้หรอกยิ่งแก้ตัวก็เหมือนยิ่งผิด ปล่อยให้โลกเป็นไปตามทางของมันและควบคุมชีวิตของเราไปตามครรลองนั้นเป็นพอ เพราะเรานั่นแหละรู้ตัวเราเองดีที่สุด

Sunday, January 09, 2005

Gallery Created

Today,
I've Created My Gallery
and My Poem.

Saturday, January 08, 2005

ความขัดแย้งในตัวตน : ปัญญากับสัญชาติญาณ

ในตัวตนของคนทุกคนมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเราคิดหรือตัดสินใจอะไรบางอย่างด้วยการวิเคราะห์ที่รอบคอบแล้วแต่ก็มีความคิดขัดกับความคิดเริ่มแรกเราอย่างสิ้นเชิง แวบเข้ามา ซึ่งก็มีเหตุผลดีไม่แพ้ความคิดแรกเสียด้วย แล้วเราจะเลือกทางไหนดี
บางทีความขัดแย้งนี้มันอาจจะเป็นผลมาจากความเชื่อของเรา ถ้าเราเชื่ออะไรสักอย่างแบบสุดโต่งไร้ข้อกังขา การตัดสินใจของเราอาจเป็นไปในทางเดียวแบบไร้ความลังเลก็เป็นได้ แล้วความคิดเกี่ยวกับเรื่องอะไรสักอย่างก็คงไร้ข้อโต้แย้งภายในจิตใจเราเองอย่างสิ้นเชิง แต่จะมีคนแบบนั้นในโลกหรือเปล่า คนที่เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่ออย่างเต็มร้อย ผมว่าคงไม่มีหรอก เพราะโลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง มนุษย์เรียนรู้ความไม่แน่นอนนี้จากทุกสิ่งรอบตัว อะไรที่ว่าแน่ก็มีโอกาสพลิกผันได้เสมอแม้ว่าความน่าจะเป็นนั้นจะน้อยสักเพียงใด แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้เราจะมีความคิดไปในทางเดียวได้อย่างไร นี่กระมังเหตุผลที่ความน่าจะเป็นที่น้อยนิดนั้นมันชักจูงให้เราไขว้เขวได้เสมอ
ผมมองว่าในการตัดสินใจอะไรสักอย่างมันมักจะมีหนทาง 2 แบบที่เป็นคู่ขนานกันนั่นคือหนทางจากการคิดไตร่ตรองและหนทางจากสัญชาติญาณ สัญชาติญาณกับปัญญาของมนุษย์อาจไปด้วยกันได้สวยในหลายๆเรื่อง สังคมมนุษย์จึงเจริญเติบโตยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ใดในโลกจนทุกวันนี้ แต่ในบางครั้งสัญชาติญาณอันนี้ก็ขัดกับความคิดของมนุษย์ แล้วเมื่อถึงเวลานั้นปัญหาคือเราจะเชื่อสิ่งใด มนุษย์ส่วนมากเชื่อในการตัดสินใจด้วยการคิดไตร่ตรองเสมอ นั่นเพราะปัญญาคือสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์ มันคือสิ่งที่บ่งบองความแตกต่างของมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มนุษย์รู้สึกว่าตนเป็นผู้ชนะและอยู่เหนือธรรมชาติด้วยปัญญาและเทคโนโลยีมากมายที่คอยรับใช้ตนอยู่อย่างทุกวันนี้ แต่บางครั้งการเชื่อในปัญญาก็ไม่ได้นำพาไปสู่เป้าหมาย และที่สำคัญบางครั้งการเชื่อในสัญชาติญาณกลับได้ผลดีกว่า แม้สิ่งที่สัญชาติญาณคิดบางครั้งมันจะเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากนัก แต่มันก็มักเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป เหมือนมีใครบางคนแกล้งให้เป็น เหมือนจักรวาลกำลังเล่นตลกกับเรา คล้ายกับเป็นคำถามให้เราตอบกันว่าเราเอาชนะธรรมชาติได้จริงหรือ หรือว่าธรรมชาติทำให้เรารู้สึกไปเองว่าเราทำได้แล้วคอยเล่นตลกกับเราอยู่เป็นนิจ