Saturday, May 24, 2008

ทะเลไร้คลื่น

การเดินทางของชีวิตก็อาจคล้ายกับการเดินเรือ ต้องผจญกับมรสุมคลื่นลมและอุปสรรคนานาประการ
อุปสรรคที่บางครั้งทำเราบอบช้ำ ทำให้เราท้อแท้ และอยากยอมแพ้หลีกลี้หนีไปจากโลกใบนี้
แต่ทว่า ทุกๆบาดแผลที่เราได้รับ เป็นบทเรียนที่ดีเสมอ
และท่ามกลางคลื่นลมและผยันตรายเหล่านั้น เราก็ได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย
มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เติบโตขึ้น และสมบูรณ์ขึ้นในแบบของเรา

หากชีวิตนั้นปราศจากอุปสรรค ก็คงไม่ต่างอะไรกับทะเลปราศจากคลื่นลม
เรือของเราก็เคว้งคว้างเลื่อนลอย หยุดอยู่กับที่ ไม่ไปไหน
ไม่มีการผจญภัย ไม่มีบาดแผล ไม่มีแม้ความปรีดาหลังการฝ่าเอาชนะพายุโหม
อยู่ไปนานๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคุณค่าในการมีชีวิตนั้นน้อยลงทุกทีๆ

ผมเคยอยู่ท่ามกลางพายุที่บ้าคลั่ง ฝ่าฟันและเรียนรู้กับสิ่งเหล่านั้นมาพอสมควร
ในเวลานั้นผมแสวงหาทะเลอันราบเรียบ ไร้ลมฝนและผยันตราย
แสวงหาที่ซึ่งผมจะดื่มด่ำกับความสงบเงียบได้อย่างเต็มที่

ในขณะที่ทุกวันนี้ ผมล่องลอยอยู่ในทะเลที่มีคลื่นลมเพียงเล็กน้อย
ผมกลับหวนไปคิดถึงอดีต อาลัยในพายุที่เคยสาดซัด
อาลัยในบาดแผลและความบอบช้ำ

คนเรามักไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่เสมอสินะ

Tuesday, December 05, 2006

รากฐานของความอดทน

บางครั้งก็คิดๆไปว่าความสามารถในการยืนหยัดของต้นไม้ก็คล้ายๆกับขีดจำกัดของความอดทน บางต้นก็มีรากลึกมั่นคง แม้พายุจะโหมผ่านก็ยังคงหนักแน่นไม่ล้มเอนพ่ายแพ้ แต่บางต้นเพียงแค่มีลมแรงพัดผ่านก็ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้เสียแล้ว ซึ่งดูเหมือน "ราก" จะเป็นปัจจัยสำคัญอยู่เบื้องหลังความสามารถนี้ ด้วยเหตุที่รากนั้นแตกแขนงอยู่ภายใต้ผืนดิน ทำให้เรามองไม่เห็นและมักจะหลงลืมมันไป กว่าจะนึกขึ้นได้ว่ามันสำคัญขนาดไหนก็เมื่อต้นไม้ล้มโค่นจนมองเห็นรากที่ขาดวิ่นจากผืนดินเสียแล้ว

รากของต้นไม้แต่ละต้นจะแข็งแรงคงทนต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้ แต่ไม่ใช่มีเพียงแต่รากเท่านั้น สถานที่ปลูก และการบำรุงรักษาก็มีผลต่อการยืนหยัดอยู่ได้ไม่แพ้กัน คงคล้ายกับคนที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกันพบเจอสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไป แต่ถึงจะแตกต่างเพียงไร แต่เป้าหมายของต้นไม้ทุกต้นล้วนแต่เป็นผลิตผลแห่งความสุข ชีวิตใครชีวิตมันมีวิถีที่แตกต่างกันไป ต้องบำรุงรักษาและดูแลด้วยวิธีที่แตกต่างกัน

การรดน้ำซึ่งก็เป็นหนึ่งในวิธีบำรุงรักษา ถ้ารดมากไปดินก็เหลวอ่อนแอหรือไม่ก็รากเน่าล้มตายไปเสียในที่สุด เหมือนกับที่บางที่มีคนปลอบประโลมเราตลอด เวลามีปัญหาก็มีคนให้ปรึกษาไม่เคยขาด มันทำให้รากฐานของความอดทนเราไม่มั่นคงเพียงพอ ทำให้เราไม่ค่อยจะกล้าตัดสินใจอะไรเอง อ่อนแอและพ่ายแพ้ต่อพายุในที่สุด แต่ถ้าเราปล่อยดินให้แห้งกรังไร้น้ำหล่อเลี้ยงนานเกินไป เหมือนกับเราดันทุรังเองอยู่คนเดียว ทนรับทุกสรรพสิ่งไว้คนเดียว แบกโลกทั้งโลกเอาไว้ให้มันหนัก เรายังยืนหยัดอยู่ได้ก็จริง แต่สุดท้ายก็ตายทั้งเป็นไปโดยไม่มีผลิตผลแห่งความสุข

เราอาจจะต้องเดินทางสายกลางกระมัง รดน้ำบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง และให้มันสัมผัสรสชาติที่แท้จริงของธรรมชาติเสียบ้าง เพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของกิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งเป็นทุกๆส่วนของชีวิต แล้วท้ายที่สุดเราก็อาจจะได้ผลิตผลแห่งความสุขที่เรารอคอย

Sunday, November 19, 2006

ระยะทางของเวลา

ระยะทางเป็นสิ่งที่ใช้บอกว่าจุดที่เรายืนอยู่นี้กับที่ซึ่งเรากำลังมุ่งหน้าไปมันอยู่ไกลกันสักแค่ไหน ในแต่ละวันหลายๆคนก็จะต้องเดินทาง จะเดินเท้า นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า เครื่องบิน หรือว่าขับรถไปก็แล้วแต่ แต่ละเส้นทางก็อาจจะมีระยะทางที่แตกต่างกันมองเห็นสิ่งต่างๆมากมายไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็อาจพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้
ทุกๆครั้งที่เราจะไปยังเป้าหมายใดๆ เราก็มักจะมานั่งคิดว่าทางไหนมันใกล้กว่ากันนะ ทางไหนสะดวกและปลอดภัยกว่ากันนะ ไม่มีใครอยากไปเจอหลุมเจอบ่อหรอก แต่บางครั้งทางที่เราเลือกว่าดีที่สุดกลับถูกปิดซ่อมกลางทาง ทำให้เราต้องย้อนกลับเพื่อไปเลือกเส้นทางใหม่ หรือบางคนก็อาจดันทุรังไปตามเส้นทางนั้นจนถึงเป้าหมาย นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวเสียหน่อย มันแค่ทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางช้าไปสักนิด
แต่สิ่งสำคัญก่อนการเดินทางก็คงจะเป็นเป้าหมาย หากเราไม่มีเป้าหมายแล้วเราจะไปถึงได้อย่างไร ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย สักวันก็คงเหนื่อยและหมดแรงที่จะเดินต่อไป ถึงเวลานั้นถึงแม้เราอาจจะมีเป้าหมายแล้ว เราอาจจะไม่มีแรงเดินทางต่อไปอีกแล้วก็เป็นได้ สำหรับบางคนเป้าหมายปลายทางสุดท้ายที่เขาไปถึง อาจจะไม่ตรงกับที่เขาเคยตั้งเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นปลายทางแบบไหน มันก็ได้ชื่อว่าปลายทางเช่นกัน

การใช้ชีวิตก็คงจะไม่แตกต่างกับการเดินทางมากนัก แค่เปลี่ยนจากระยะทางบนท้องถนนหรือเส้นทางต่างๆ ไปเป็น"ระยะทางของเวลา" ถึงเราจะไม่รู้ว่ากลางทางจะได้พบเจออะไรบ้าง แต่เราก็ยังต้องเดินต่อไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่บางคนอาจจะผิดหวังกับปลายทางที่เขาไปถึง เพราะมันไม่ใช่อย่างที่หวัง บางคนก็สิ้นหวังและเลี่ยงไปเส้นทางอื่นก่อนที่จะเดินไปถึงด้วยซ้ำ

แต่ความสุขมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไปหรอกมั้ง ระยะทางของเวลาที่ผ่านไปอาจจะเป็นระยะทางของความสุข ความสุขที่เราเก็บเกี่ยวได้ตลอดการเดินทาง การได้มองอะไรข้างทางตลอดเวลาที่ผ่านไปในชีวิต ได้มองดูโลกหมุนไป มองดูผู้คนมากมายหลากหลายชีวิตกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันก็มีความสุขแล้ว ส่วนเป้าหมายและความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้าเป็นแค่กำไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

Friday, August 26, 2005

เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้

เรื่องราวของเมื่อวานถูกเรียกกันว่าอดีต ไม่ว่ามันสวยงามหรือร้าวรานเพียงใด ตะกอนของมันยังคงค้างคาในใจยากจะสลายไปจนหมด เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนมาเขย่ามันซ้ำภาพเหล่านั้นจะหวนกลับมา สะท้อนมุมมองของตัวเราที่เคยผ่านมา เราอาจจะเรียกมันทั้งหมดรวมว่า "ความทรงจำ"
เรื่องราวของวันพรุ่งนี้ถูกเรียกกันว่าอนาคต ไม่มีใครสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันจะเป็นอย่างไร มีแต่การคาดคะเนและตีความล่วงหน้า บางคนกำลังรอคอย บางคนไม่อยากให้มาถึง มันอาจจะร้ายหรือดีก็ได้ มันอาจจะดีกว่าที่เราคิดหรือแย่กว่าที่เราคาด สลับสับสนปนเปแตกต่างไปไม่เคยซ้ำ แต่ในจินตนาการของเรา วันพรุ่งนี้คือ "ความฝัน" คือสิ่งที่เรารอคอยหรือเฝ้าฝันอยากให้มันเป็น ไม่ว่าสุดท้ายมันอาจจะกลายเป็นฝันร้ายหรือฝันดีก็ตาม
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่าปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างฟากฝั่งแห่งความทรงจำและความฝัน มันอาจจะไม่น่าสนใจเท่าพรุ่งนี้และไม่น่าจดจำเท่าเมื่อวาน แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าฝันร้ายของวันพรุ่งนี้หรือความเจ็บปวดของเมื่อวาน มันคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด รับรู้มองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งมวลที่เรามีอยู่ ในขณะที่ความทรงจำกำลังจะจางหายและไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่า เราก็ต้องวนเวียนกับปัจจุบันและพยายามทำแต่ละวันให้ดีที่สุด บางทีก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดมันคืออะไร เพราะ"ดี" ของแต่ละคนมันก็คงไม่เหมือนกันอีก มันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ทั้งสามเวลาจะแยกออกจากกันอย่างเด่นชัด แต่มันก็ไม่สามารถมีอยู่โดยปราศจากกันและกันได้ เราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะมีอดีตเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์และเป็นวัตถุดิบที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีความฝันเป็นแรงใจเป็นความหวัง เป็นความสวยงามที่คอยฉายแสงอันเจิดจรัสนำทาง แม้จะหลงบ้างก็หาทางกลับได้ไม่ยาก ทั้งสามสิ่งหลอมกลืนรวมกันเป็นเนื้อเดียว เป็นกาลเวลาที่ห่อหุ้มเราไว้

Thursday, August 04, 2005

CD กลิ้ง!!!!???

วันนี้เผอิญผมทำแผ่น CD ตก ด้านขอบของ CD กระทบกับพื้นและกลิ้งฉิวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะลองเอามันมาทำเลียนแบบกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ทำไม่ได้ ถึงแม้ CD จะกลิ้งไปแต่ไม่มีครั้งใดที่มันรวดเร็วสวยงามตามอย่างความบังเอิญนั้น เหมือนกับบางครั้งที่เราพยายามทำอะไรสักอย่างกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย แต่พอเราปล่อยวางไปกลับได้ชัยมาอย่างไม่ตั้งตัว มันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรอดวงหรือรอวันของเราถึงจะเริ่มทำอะไรสักอย่างได้ แต่การเชื่อว่ามีวันที่ดีนั้นอยู่ทำให้เรายังมีพลัง มีความพยายาม และมีความหวังต่อไป ความพยายามทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าเราทำได้ถึงแค่ไหน แล้วอีกเท่าไรที่ต้องพึ่งโชคชะตา

Tuesday, July 26, 2005

สิ่งที่ทำ กับ ความเข้าใจ

คนเราเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำมากน้อยแค่ไหนกันนะ ถ้าการกระทำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากความคิดหรือที่เค้าเรียกกันว่าคิดก่อนทำ เราก็คงจะเข้าใจมันพอสมควร แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราทำก่อนคิด ดูเหมือนว่าเราต้องใช้เวลาหลังจากนั้นนานพอสมควรเพื่อที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราทำลงไป การกระทำแบบนี้มันเหมือนออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจจากส่วนไหนก็ไม่รู้อาจจะเป็นตัวตนของเราอีกคนที่ซ่อนอยู่ตัวตนที่แม้กระทั่งเราเองไม่รู้จัก เราจะเข้าใจมันได้มากน้อยแค่ไหนกัน มันผิดหรือเปล่าที่เราไม่เข้าใจ สำหรับผมแล้วการเข้าใจทุกๆเรื่องทุกๆการกระทำนั้นไม่ง่ายเลย บางเรื่องมันยากเหลือเกินที่จะเข้าใจ แม้เราพยายามคิดและหาเหตุผลเป็นร้อยพันมาบรรยายก็มิอาจคลายความสงสัยในการกระทำของตนเอง บางเรื่องมันก็เข้าใจได้ไม่ยาก แต่เราเองกลับไม่ยอมเข้าใจ เพราะเรื่องราวนั้นมันเป็นเหมือนหนามที่คอยย้ำซ้ำแผลเก่า ให้มันเน่าเฟะและเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง มิใช่ว่าเราไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง เราเพียงแต่รอให้แผลมันหายดีเสียก่อน
เราต้องเข้าใจในทุกสิ่งที่เราทำหรือเปล่านะมันผิดไหม ... ที่บางครั้งเราไม่เข้าใจ

Monday, July 11, 2005

ความหวัง การคาดหวัง และความสิ้นหวัง

บางทีผมก็สงสัยว่าความหวังมันแตกต่างกับการคาดหวังตรงไหน ทั้งสองอย่างเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ควบคู่กันไปอย่างไม่อาจจะแยกออกจากกันได้ เรามักจะคาดหวังบางสิ่งไว้และหวังจะได้มันมา
ผมเคยได้ยินคำพูดหนึ่งว่า "ถ้าเราคาดหวังให้น้อยลงเท่าไรเราก็จะผิดหวังน้อยลงเท่านั้น" ดูเหมือนมันจะเป็นจริงอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งที่เราคาดหวัง เราต้องการผลปลายทางให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อเราไม่ได้ตามต้องการเราก็จะผิดหวังและรู้สึกแย่ๆกับมัน และเหมือนกับว่าทุกๆครั้งที่รู้สึกแย่ ความหวังของเราก็ละลายหายไปทีละน้อย พอละลายหายไปบ่อยเข้าบางคนอาจถึงขั้นที่เรียกกันว่า "สิ้นหวัง" มองจากมุมนี้มันเหมือนกับว่าความสิ้นหวังเกิดจากการคาดหวังที่มากเกินไป มากจนไม่สามารถทำให้ได้ถึงเป้าหมายแม้สักครั้ง แต่มันไม่ง่ายเลยที่ห้ามการคาดหวังหรือควบคุมให้มันน้อยลงเพื่อลดอัตราเสี่ยงของการสิ้นหวัง การคาดหวังมันอยู่ในกมลสันดานของความเป็นมนุษย์ ทุกครั้งที่เกิดความพยายามสำหรับสิ่งใดเหมือนกับว่าต้องมีสิ่งตอบแทนจากความพยายามนั้น เราจะหยุดมันอย่างไร!!!
ผมรู้สึกว่ามนุษย์อยู่ได้ด้วยความหวัง มนุษย์ที่สิ้นหวังก็ไม่ต่างอะไรกับร่างไร้วิญญาณ ไร้พลังจะเผชิญกับเรื่องราวต่างๆทั้งหลายบนโลก แต่ถ้าสถานการณ์รอบตัวมันนำเราจนมาถึงจุดแห่งความสิ้นหวัง เราจะเดินกลับออกไปอย่างไร เราจะเรียกกำลังใจกลับมาและมีความหวังในชีวิตได้อีกครั้งหรือเปล่า หรือทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจิตใจ ความหวัง การคาดหวังและความสิ้นหวังเป็นเพียงสถานะหนึ่งของจิตใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนสถานะแห่งความสิ้นหวังนี้เป็นจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้งหนึ่ง ... มันต้องทำยังไงนะ

Monday, June 06, 2005

แรงดึงดูดแห่งโชคชะตา

ในชีวิตผมพบเจอความบังเอิญและเรื่องราวที่ส่งผลกันอย่างน่าประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ผมก็เพิ่งได้เขียนเกี่ยวกับความบังเอิญเช่นนี้ไว้ในหัวข้อ "วันนี้เป็นผลของเมื่อวาน" ทุกครั้งที่เจอสิ่งเหล่านั้นทำให้ผมยิ่งเชื่อในแรงดึงดูดแห่งโชคชะตาเหมือนที่ "Hirohiko Araki" เคยเขียนไว้ใน "Jojo" การ์ตูนของเขา วันนี้ผมกลับมาเขียนเรื่องทำนองนี้อีกครั้ง เพราะความบังเอิญที่ผมเคยพบเจอมาทั้งหมดไม่มีครั้งไหนที่น่าประหลาดใจเท่าครั้งนี้

วันนี้เวลาประมาณ 5 ทุ่มผมกำลังกลับจากการดูภาพยนตร์เรื่อง "มหา'ลัย เหมืองแร่" กับพี่ๆที่Lab ผมเดินกลับมาตามทางเดินปกติที่ผมเดินกลับทุกวัน มันเป็นเส้นทางที่ผมแทบจะหลับตาเดินได้แต่คงไม่คิดพิเรนทำจริง เมื่อเดินผ่านมาถึงตำหนักสระปทุมก็พบกับขบวนเสด็จฯของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องราวปกติที่เจออยู่บ่อยครั้ง ผมต้องยืนหยุดพักอยู่ในมุมของสะพานจนกระทั่งขบวนเสด็จฯได้เข้าสู่ตำหนักสระปทุมจนหมด แล้วเดินต่อไปตามทางเดินอันแสนคุ้นเคยจนกระทั่งถึงทางลงรถไฟฟ้าราชเทวี ก็มองเห็นฝรั่งผู้ชายหน้าตาออกไปทางชาวโปรตุเกสหรือไม่ก็สเปน ผมรู้สึกคุ้นหน้าเขาราวกับเป็นญาติโกโหติกาคนหนึ่ง เขาเดินลงมากับผู้หญิงเอเชียอีก 2 คนซึ่งผมไม่แน่ใจว่าใช่คนไทยหรือเปล่า โอ้สวรรค์!!!ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งจะได้เจอกับ hero ในดวงใจในสถานที่แบบนี้ ชายผู้นั้นคือ Nuno Bettencourt มือกีตาร์ของวงดนตรีแนว Funky Metal ในดวงใจผม "Extreme" ที่แยกวงกันไปแล้วตั้งแต่ปี '96 ซึ่งถึงแม้จะแยกย้ายกันไป บทเพลงของพวกเขาอยู่ในใจผมเสมอมาพวกเขาคือวงดนตรีอันดับ 1 ในใจผม Nuno เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตสำหรับผม หลังจากสิ้นสติไปชั่วขณะผมชะงักครู่หนึ่งให้สติกลับคืนมาแล้วเดินเข้าไปทัก Nuno ยื่นมือมาให้จับอย่างเป็นมิตร ผมได้คุยกับเขาเพียง 4-5 ประโยคเพราะเพื่อนเขากำลังรออยู่ ผมขอลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก ผมหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าและหากระดาษใกล้ตัว เท่าที่ผมพบและพอจะใช้เซ็นได้มีเพียง bill จากร้าน 7-11 ที่ได้จากการซื้อของกินยามดึกเมื่อคืน เขาเซ็นให้ผมพร้อมกับถามชื่อและเขียนชื่อผมลงไป ผมกล่าวขอบคุณแล้วเขาก็เดินขึ้น taxi จากไป เรื่องราวของผมจบเพียงเท่านี้แต่ความดีใจมันเหมือนจะไม่หมดสิ้น ความบังเอิญเช่นนี้มันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินถ้าผมเปลี่ยนอะไรสักอย่างผมก็จะไม่ได้เจอเขา ความน่าจะเป็นมันสักเท่าไรกันนะ ถ้าผมไม่ได้หิวกลางดึกเมื่อวานหรือขี้เกียจลงไปหาซื้ออะไรกินก็คงหากระดาษให้เขาเซ็นไม่ได้ ถ้าวันนี้ผมไม่ได้ดูหนังคงกลับถึงห้องตั้งแต่ 2 ทุ่ม หรือถ้าผมไม่ต้องหยุดรอขบวนเสด็จฯ ผมก็คงจะเดินถึงห้องแล้วในเวลานั้น แรงดึงดูดแห่งโชคชะตามันมีอยู่จริงๆ ผมสัมผัสได้


ปล. พรุ่งนี้วันที่ 7 มิถุนายน เขามีแสดง concert ที่หอประชุม AUA ร่วมกับวงปัจจุบันของเขา Population 1 จะได้ไปดูมั้ยน้า บัตรก็ยังไม่มีเลยเนี่ย

Friday, June 03, 2005

จากอดีต 3

จาก 15/07/2545
-เราเคยคิดแต่ว่าคนที่ฉลาดล้ำเท่านั้นที่สามารถใช้ปัญญาพาตนหลุดพ้นจากปัญหาที่คนอื่นๆแก้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในทางกลับกันคนที่โง่โดยสมบูรณ์แบบก็หลุดพ้นจากปัญหานั้นได้ เมื่อเขาไม่รู้จักว่าสิ่งนั้นคือปัญหาเขาก็เป็นอิสระจากมัน (with Rakk)

จาก 19/07/2545
-ใช้ยางลบให้หมดเป็นเรื่องยาก ถ้ามันไม่หายไปซะก่อนก็ต้องบันดาลโทสะขว้างทิ้งไปก่อน เพราะว่าก้อนมันเหลือเล็กนิดเดียว ลบยาก!!!
-แปลกนะคนเรา ชอบเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นจัด เปิดพัดลมแรงๆ แต่นอนใส่เสื้อหนาๆและห่มผ้าห่ม

จาก 17/12/2545
-คนทำสิ่งเดียวกัน บางคนคิดว่าตนถูกเสมอ บางคนคิดว่าตนผิดเสมอ แล้วเราจะหาความถูกผิดที่แท้จริงได้จากไหนกัน
-หลายคนไม่เข้าใจความรัก ไม่รู้เหตุผลของมัน ไม่รู้ว่ามันจะนำไปที่ไหน ไม่รู้ใครเป็นคนพามา ไม่รู้ว่าใครจะมาพรากไป หนำซ้ำเมื่อยิ่งได้พบเจอโลกในแต่ละวันมากขึ้นเท่าไรทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าเรารู้จักความรักน้อยลงทุกที แต่พวกเราก็ยังคงต้องการมันเพราะมันคือหนึ่งในพลังที่ผลักดันให้ชีวิตเราดำเนินไปได้
-ของที่เราชอบอาจไม่เหมาะกับเราเลย ธรรมชาติชอบเล่นตลกแบบนี้เสมอ

จาก 9/02/2546
-หลายคนประกาศตนว่ารักของเขาคือการให้ แต่เขาก็ยังต้องการความรักตอบแทนจากคนที่เขามอบรักให้ มันเป็นเช่นนั้นเอง
-เป็นคนนอนได้ตั้งหลายท่า สัตว์บางชนิดนอนได้ไม่กี่ท่าเอง อย่างปลาทองนี่เลือกไม่ได้ด้วยซ้ำ ปิดตาไม่ได้อีกต่างหาก

จาก 19/06/2546
-อยู่คนเดียวก็เหงา อยู่กับคนมากๆก็วุ่นวาย ความพอดีมันอยู่ตรงไหนกัน
-บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว บางวันก็รู้สึกว่าชักช้าเนิ่นนานเหลือเกิน มีสักวันไหมที่เวลาจะเดินตามใจต้องการ

จาก 27/06/2546
-Nothing is the only one real thing.

จาก 20/09/2547
-Everthing is Possible!!!
-ผมเคยคิดว่าเวลาเรามีความสุขกับอะไรสักอย่าง อาจจะมีคนทุกข์อยู่ที่ไหนสักแห่ง เวลาผมเจอความทุกข์บ้างก็ต้องมีคนกำลังสุขอยู่แน่ๆ เหมือนว่ามันจะต้องสมดุล ทั้งสุขและทุกข์วิ่งเข้าออกชีวิตมากมายคละเคล้ากันไป มันทำให้เราไม่ประมาทกับสิ่งดีๆที่อาจจะมีสิ่งร้ายกาจแฝงอยู่ ใจเย็นลงเมื่อเกิดเรื่องร้ายเพราะมันต้องมีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้างเช่นกัน
-บางเรื่องคนเราก็ลืมได้ง่าย แต่ถ้ามันเป็นแผลเป็นหรือมีรอยบอบช้ำหลงเหลืออยู่เราก็คงไม่มีทางลืม
-แทนที่จะลืมบางสิ่ง เราน่าจะหันมาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทรงจำนั้นอย่างเป็นสุขอาจจะง่ายกว่า

Monday, May 23, 2005

จากอดีต 2

จาก 8/7/2545
-เราสร้างข้ออ้างเพื่อหลีกให้พ้นจากความผิดหรือหลีกเลี่ยงจากบางสิ่งที่ไม่ต้องการ แต่บางครั้งมันย้อนกลับมาทำร้ายเราได้รุนแรงกว่าสิ่งที่เราเคยหนีมา ถึงแม้จะรู้เช่นนี้เราก็ยังคงสร้างข้ออ้างอยู่ไม่เว้นวัน
-บางคนยินดีอยู่กับความลวงแม้เขาจะรู้ความจริง เพราะอย่างน้อยมันก็ให้ความสุขเขาได้ในบางครั้ง
-ของทุกชิ้นย่อมมีประโยชน์ สรรพสิ่งย่อมมีคุณค่าในตัวมันเองซึ่งมีลักษณะต่างกันออกไป แค่เรายังไม่เคยเห็นคุณค่าของมันไม่ได้แปลว่ามันไม่มีสักหน่อย

จาก 11/7/2545
-ความว้าวุ่นอาจเป็นผลจากทัศนียภาพรอบกาย ยามใดมีเพียงตะวันเจิดจ้าบนฟ้าใสทาบทาบนแผ่นน้ำอันเวิ้งว้างว่างเปล่ากว้างยาวออกไปอย่างไร้จุดหมาย ที่เห็นได้เป็นเพียงเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น สิ่งนี้ทำให้ใจสงบนิ่งและเยือกเย็นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ยามใดรอบกายคือตรึกสูงตระหง่านละลานตา ผู้คนมากหน้าไปมาขวักไขว่ จะมองไปทางใดก็แน่นขนัดแออัดไปด้วยปัญหานานา ใจเราก็พลอยว้าวุ่นคุกรุ่นไปตามสิ่งเหล่านั้น แต่บางวันเรากลับนิ่งเฉยและเคยชินราวกับจิตนั้นโบกบินและหลุดพ้นออกไปไกลจากความวุ่นวายเหล่านี้สิ้น จิตใจมันช่างซับซ้อนเสียนี่กระไร
-เรากลัวหุบเหวเพราะมันสูงเสียจนมิรู้ได้ว่าภายใต้มันมีสิ่งใดรอคอยอยู่ ความมืดก็เช่นกันทำให้เรากลัวได้เพียงเราไม่รู้ว่ามีสิ่งใดแอบแฝงอยู่ในนั้น

จาก 14/7/2545
-การแก้ปัญหาเหมือนการเติมเครื่องปรุง ถ้าเราไม่ชิมเสียก่อนมันอาจจะแย่กว่าเก่าก็เป็นได้