ฝั่งตรงข้าม
ผมมองว่าอะไรต่ออะไรมันมีฝั่งตรงข้ามไปหมดทุกอย่าง มีขาวก็มีดำ มีผอมก็มีอ้วน มีทุกข์ก็มีสุข มีสวรรค์ก็มีนรก มีชายก็มีหญิง สิ่งที่ตรงข้ามกันมีคละเคล้าปนกันอยู่ทุกๆที่ตลอดเวลา มันเป็นเหมือนสิ่งที่คู่กัน มีสิ่งหนึ่งก็ต้องมีอีกสิ่งด้วย บางครั้งผมสงสัยว่าเราแยกแยะได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือฝั่งตรงกันข้ามของสิ่งใด ถ้าความแตกต่างนั้นสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งมวลเราก็แยกได้อย่างง่ายดาย อาทิเราแยกได้ว่าร้อนตรงข้ามกับเย็น เราแยกมืดกับสว่างได้ เพราะการสัมผัสเหล่านี้มันเป็นสองฟากฝั่งที่ชัดเจนแต่ถ้าการรับรสล่ะ มันมีหลายรูปแบบเหลือเกิน มีเค็ม มีหวาน มีขมเราไม่สามารถวัดว่าอะไรตรงข้ามกับอะไรได้ตรงๆ แต่เราสร้างสิ่งที่เรียกว่าความอร่อยเพื่อแยกมันเป็น 2 สิ่งที่ตรงข้ามกัน "อร่อย " กับ "ไม่อร่อย" มันดูคล้ายกับการวัดการกระทำของใครสักคน ที่มีหลายรูปแบบมากจ นเราต้องสร้างมาตรฐานอันหนึ่งที่เป็นสองฝั่งเอาไว้ คือ "เลว" กับ "ดี" แต่ก็เหมือนกับว่ามาตรฐานอันนี้ ไม่ได้เท่ากันและไม่ได้เหมือนกันสำหรับคนแต่ละคน บางคนว่าอาหารจานนี้อร่อยคนคนนี้ดี แต่สำหรับอีกคนอาหารนี้อาจจะแย่และคนดีคนนั้นอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ บางทีคนๆเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อได้เจอสิ่งต่างๆมากขึ้นเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็อาจพลิกผันความคิดไปในทางตรงกันข้ามได้ หรืออาจขึ้นอยู่กับว่าเขาตัดสินใครเขารู้จักกับสิ่งที่เขาตัดสินมากน้อยแค่ไหน ขนาดคนๆเดียวกันยังมีเส้นแบ่งที่ไม่แน่นอนแบบนี้จะไปเอาแน่เอานอนกับคนมากมายได้อย่างไร ถึงบางเรื่องคนส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันหมด หรือเห็นไปในทางเดียวกันหมด ก็ดูเหมือนเส้นแบ่งของสองฟากฝั่งนั้นยังไม่ชัดเจนนัก จึงเกิดเป็นข้อถกเถียงและการต่อสู้กันเกิดขึ้นเพื่อหาข้อยุติ แล้วใครจะชนะกันล่ะ คนที่ฝีปากเก่งกว่า? คนที่มีพวกมากกว่า? เราก็ไม่อาจรู้ได้ หลายต่อหลายครั้งที่เส้นแบ่งของคนส่วนน้อยถูกลบทิ้งไปอย่างไร้ใยดี ความเห็นของพวกเขาสาปสูญ พวกเขาเหมือนไม่มีตัวตนเพียงเพราะมองต่างออกไป แต่มันคงเป็นสิ่งที่ดีและง่ายที่สุดแล้วกระมัง เมื่อคนส่วนมากมองว่ามันยุติธรรม มองว่ามันถูกต้อง มันก็จะเป็นเยี่ยงนั้น เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเส้นแบ่งเหล่านั้นก็ถูกเลื่อนไปด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อมีเส้นแบ่งนี้ เราเคยถามตัวเองไหมว่าเราอยู่ฝั่งไหนกัน ไม่แน่ว่าในขณะที่เราคิดว่าเราอยู่ในฝั่งดีแล้วแต่สังคมอาจมองว่าเราอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้

