เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้
เรื่องราวของเมื่อวานถูกเรียกกันว่าอดีต ไม่ว่ามันสวยงามหรือร้าวรานเพียงใด ตะกอนของมันยังคงค้างคาในใจยากจะสลายไปจนหมด เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนมาเขย่ามันซ้ำภาพเหล่านั้นจะหวนกลับมา สะท้อนมุมมองของตัวเราที่เคยผ่านมา เราอาจจะเรียกมันทั้งหมดรวมว่า "ความทรงจำ"
เรื่องราวของวันพรุ่งนี้ถูกเรียกกันว่าอนาคต ไม่มีใครสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันจะเป็นอย่างไร มีแต่การคาดคะเนและตีความล่วงหน้า บางคนกำลังรอคอย บางคนไม่อยากให้มาถึง มันอาจจะร้ายหรือดีก็ได้ มันอาจจะดีกว่าที่เราคิดหรือแย่กว่าที่เราคาด สลับสับสนปนเปแตกต่างไปไม่เคยซ้ำ แต่ในจินตนาการของเรา วันพรุ่งนี้คือ "ความฝัน" คือสิ่งที่เรารอคอยหรือเฝ้าฝันอยากให้มันเป็น ไม่ว่าสุดท้ายมันอาจจะกลายเป็นฝันร้ายหรือฝันดีก็ตาม
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่าปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างฟากฝั่งแห่งความทรงจำและความฝัน มันอาจจะไม่น่าสนใจเท่าพรุ่งนี้และไม่น่าจดจำเท่าเมื่อวาน แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าฝันร้ายของวันพรุ่งนี้หรือความเจ็บปวดของเมื่อวาน มันคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด รับรู้มองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งมวลที่เรามีอยู่ ในขณะที่ความทรงจำกำลังจะจางหายและไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่า เราก็ต้องวนเวียนกับปัจจุบันและพยายามทำแต่ละวันให้ดีที่สุด บางทีก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดมันคืออะไร เพราะ"ดี" ของแต่ละคนมันก็คงไม่เหมือนกันอีก มันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ทั้งสามเวลาจะแยกออกจากกันอย่างเด่นชัด แต่มันก็ไม่สามารถมีอยู่โดยปราศจากกันและกันได้ เราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะมีอดีตเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์และเป็นวัตถุดิบที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีความฝันเป็นแรงใจเป็นความหวัง เป็นความสวยงามที่คอยฉายแสงอันเจิดจรัสนำทาง แม้จะหลงบ้างก็หาทางกลับได้ไม่ยาก ทั้งสามสิ่งหลอมกลืนรวมกันเป็นเนื้อเดียว เป็นกาลเวลาที่ห่อหุ้มเราไว้
เรื่องราวของวันพรุ่งนี้ถูกเรียกกันว่าอนาคต ไม่มีใครสามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันจะเป็นอย่างไร มีแต่การคาดคะเนและตีความล่วงหน้า บางคนกำลังรอคอย บางคนไม่อยากให้มาถึง มันอาจจะร้ายหรือดีก็ได้ มันอาจจะดีกว่าที่เราคิดหรือแย่กว่าที่เราคาด สลับสับสนปนเปแตกต่างไปไม่เคยซ้ำ แต่ในจินตนาการของเรา วันพรุ่งนี้คือ "ความฝัน" คือสิ่งที่เรารอคอยหรือเฝ้าฝันอยากให้มันเป็น ไม่ว่าสุดท้ายมันอาจจะกลายเป็นฝันร้ายหรือฝันดีก็ตาม
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่าปัจจุบัน สิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างฟากฝั่งแห่งความทรงจำและความฝัน มันอาจจะไม่น่าสนใจเท่าพรุ่งนี้และไม่น่าจดจำเท่าเมื่อวาน แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าฝันร้ายของวันพรุ่งนี้หรือความเจ็บปวดของเมื่อวาน มันคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด รับรู้มองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งมวลที่เรามีอยู่ ในขณะที่ความทรงจำกำลังจะจางหายและไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหรือเปล่า เราก็ต้องวนเวียนกับปัจจุบันและพยายามทำแต่ละวันให้ดีที่สุด บางทีก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดมันคืออะไร เพราะ"ดี" ของแต่ละคนมันก็คงไม่เหมือนกันอีก มันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ทั้งสามเวลาจะแยกออกจากกันอย่างเด่นชัด แต่มันก็ไม่สามารถมีอยู่โดยปราศจากกันและกันได้ เราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะมีอดีตเป็นบทเรียนเป็นประสบการณ์และเป็นวัตถุดิบที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีความฝันเป็นแรงใจเป็นความหวัง เป็นความสวยงามที่คอยฉายแสงอันเจิดจรัสนำทาง แม้จะหลงบ้างก็หาทางกลับได้ไม่ยาก ทั้งสามสิ่งหลอมกลืนรวมกันเป็นเนื้อเดียว เป็นกาลเวลาที่ห่อหุ้มเราไว้

