ระยะทางของเวลา
ระยะทางเป็นสิ่งที่ใช้บอกว่าจุดที่เรายืนอยู่นี้กับที่ซึ่งเรากำลังมุ่งหน้าไปมันอยู่ไกลกันสักแค่ไหน ในแต่ละวันหลายๆคนก็จะต้องเดินทาง จะเดินเท้า นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า เครื่องบิน หรือว่าขับรถไปก็แล้วแต่ แต่ละเส้นทางก็อาจจะมีระยะทางที่แตกต่างกันมองเห็นสิ่งต่างๆมากมายไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็อาจพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้
ทุกๆครั้งที่เราจะไปยังเป้าหมายใดๆ เราก็มักจะมานั่งคิดว่าทางไหนมันใกล้กว่ากันนะ ทางไหนสะดวกและปลอดภัยกว่ากันนะ ไม่มีใครอยากไปเจอหลุมเจอบ่อหรอก แต่บางครั้งทางที่เราเลือกว่าดีที่สุดกลับถูกปิดซ่อมกลางทาง ทำให้เราต้องย้อนกลับเพื่อไปเลือกเส้นทางใหม่ หรือบางคนก็อาจดันทุรังไปตามเส้นทางนั้นจนถึงเป้าหมาย นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวเสียหน่อย มันแค่ทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางช้าไปสักนิด
แต่สิ่งสำคัญก่อนการเดินทางก็คงจะเป็นเป้าหมาย หากเราไม่มีเป้าหมายแล้วเราจะไปถึงได้อย่างไร ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย สักวันก็คงเหนื่อยและหมดแรงที่จะเดินต่อไป ถึงเวลานั้นถึงแม้เราอาจจะมีเป้าหมายแล้ว เราอาจจะไม่มีแรงเดินทางต่อไปอีกแล้วก็เป็นได้ สำหรับบางคนเป้าหมายปลายทางสุดท้ายที่เขาไปถึง อาจจะไม่ตรงกับที่เขาเคยตั้งเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นปลายทางแบบไหน มันก็ได้ชื่อว่าปลายทางเช่นกัน
การใช้ชีวิตก็คงจะไม่แตกต่างกับการเดินทางมากนัก แค่เปลี่ยนจากระยะทางบนท้องถนนหรือเส้นทางต่างๆ ไปเป็น"ระยะทางของเวลา" ถึงเราจะไม่รู้ว่ากลางทางจะได้พบเจออะไรบ้าง แต่เราก็ยังต้องเดินต่อไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่บางคนอาจจะผิดหวังกับปลายทางที่เขาไปถึง เพราะมันไม่ใช่อย่างที่หวัง บางคนก็สิ้นหวังและเลี่ยงไปเส้นทางอื่นก่อนที่จะเดินไปถึงด้วยซ้ำ
แต่ความสุขมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไปหรอกมั้ง ระยะทางของเวลาที่ผ่านไปอาจจะเป็นระยะทางของความสุข ความสุขที่เราเก็บเกี่ยวได้ตลอดการเดินทาง การได้มองอะไรข้างทางตลอดเวลาที่ผ่านไปในชีวิต ได้มองดูโลกหมุนไป มองดูผู้คนมากมายหลากหลายชีวิตกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันก็มีความสุขแล้ว ส่วนเป้าหมายและความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้าเป็นแค่กำไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ทุกๆครั้งที่เราจะไปยังเป้าหมายใดๆ เราก็มักจะมานั่งคิดว่าทางไหนมันใกล้กว่ากันนะ ทางไหนสะดวกและปลอดภัยกว่ากันนะ ไม่มีใครอยากไปเจอหลุมเจอบ่อหรอก แต่บางครั้งทางที่เราเลือกว่าดีที่สุดกลับถูกปิดซ่อมกลางทาง ทำให้เราต้องย้อนกลับเพื่อไปเลือกเส้นทางใหม่ หรือบางคนก็อาจดันทุรังไปตามเส้นทางนั้นจนถึงเป้าหมาย นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวเสียหน่อย มันแค่ทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางช้าไปสักนิด
แต่สิ่งสำคัญก่อนการเดินทางก็คงจะเป็นเป้าหมาย หากเราไม่มีเป้าหมายแล้วเราจะไปถึงได้อย่างไร ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย สักวันก็คงเหนื่อยและหมดแรงที่จะเดินต่อไป ถึงเวลานั้นถึงแม้เราอาจจะมีเป้าหมายแล้ว เราอาจจะไม่มีแรงเดินทางต่อไปอีกแล้วก็เป็นได้ สำหรับบางคนเป้าหมายปลายทางสุดท้ายที่เขาไปถึง อาจจะไม่ตรงกับที่เขาเคยตั้งเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นปลายทางแบบไหน มันก็ได้ชื่อว่าปลายทางเช่นกัน
การใช้ชีวิตก็คงจะไม่แตกต่างกับการเดินทางมากนัก แค่เปลี่ยนจากระยะทางบนท้องถนนหรือเส้นทางต่างๆ ไปเป็น"ระยะทางของเวลา" ถึงเราจะไม่รู้ว่ากลางทางจะได้พบเจออะไรบ้าง แต่เราก็ยังต้องเดินต่อไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่บางคนอาจจะผิดหวังกับปลายทางที่เขาไปถึง เพราะมันไม่ใช่อย่างที่หวัง บางคนก็สิ้นหวังและเลี่ยงไปเส้นทางอื่นก่อนที่จะเดินไปถึงด้วยซ้ำ
แต่ความสุขมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไปหรอกมั้ง ระยะทางของเวลาที่ผ่านไปอาจจะเป็นระยะทางของความสุข ความสุขที่เราเก็บเกี่ยวได้ตลอดการเดินทาง การได้มองอะไรข้างทางตลอดเวลาที่ผ่านไปในชีวิต ได้มองดูโลกหมุนไป มองดูผู้คนมากมายหลากหลายชีวิตกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มันก็มีความสุขแล้ว ส่วนเป้าหมายและความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้าเป็นแค่กำไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

